กระดาษทำการ การปิดบัญชี และการจัดทำงบการเงิน
Page >>1 2 3 4

          กระบวนการจัดทำบัญชีของธุรกิจเริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์รายการบัญชี การบันทึกรายการ
ในสมุดบัญชีขั้นต้น ตามหลักการบัญชีคู่ การแยกประเภทของรายการบัญชีโดยใช้สมุดบัญชี
แยกบัญชีทั่วไป และการจัดทำงบทอลองเพื่อพิสูจน์ ตวามถูกต้องของการบันทึกรายการและการ
ผ่านรายการ สำหรับขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการจัดทำบัญชี คือ การสรุปผลข้อมูลทางการเงิน
ณ วันสิ้นงวดบัญชี โดยจะดทำในรูปของงบการเงิน อันได้แก่งบกำไรขาดทุน และงบดุลในการ
จัดทำงบการเงินอาจมีความยุ่งยาก เนื่องจากธุรกิจมีรายการบัญชรเกิดขึ้นจำนวนมาก ดังนั้น
เครื่องมือหนึ่งที่จะช่ายในการจัดทำงบการเงินมีความถูกต้องและรวดเร็วยิ่งขึ้น คือกระดาษทำการ

          กระดาษทำการ
          กระดาษทำการ (working paper or work sheet) หมายถึง กระดาษร่างที่นำมาใช้ในการ
จำแนกตัวเลขจำนวนเงินของบัญชีต่าง ๆ ในงบทอลอง เพื่อจัดว่าตัวเลขใดจะนำไปใช้ในการจัด
ทำงบกำไรขาดทุน เพื่อคำนวณหาผลกำไรขาดทุนของกิจการ และตัวเลขใดที่จะนำไปแสดงใน
งบดุลเพื่อให้เห็นฐานะการเงินของกิจการกระดาษทำการไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดทำ
บัญชี แต่เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้การจัดทำงบการเงินถูกต้องและรวดเร็วขึ้นเท่านั้น ดังนั้น
ผู้จัดทำบัญชีอาจจะจัดทำกระดาษทำการหรือไม่ก็ได ้

ประโยชน์ของกระดาษทำการ
กระดาษทำการมีประโยชน์ต่อการจัดทำบัญชี ดังนี้
1. ช่วยให้การจัดทำงบการเงินมีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
2. ช่วยให้ทราบผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของกิจการก่อนที่จะทำการสรุปผลใน รูปของ
งบกำไรขาดทุนและงบดุล
3. อำนวยความสะดวกในกรณีที่กิจการมีการปรับปรุงรายการและแก้ไขรายการบัญชี

รูปแบบของกรดาษทำการ
         กระดาษทำการมีหลายชนิด เช่น กระดาษทำการ 6 ช่อง กระดาษทำการ 8 ช่อง กระดาษทำ
การ 10 ช่อง และกระดาษทำการ 12 ช่อง จะเลือกใช้แบบใดขึ้นอยู๋กับความต้องการและความจำ
เป็นที่ต้องใช้ ตามจำนวนและลักษณะความยุ่งยากของรายการบัญชีที่กิดขึ้นในแต่ละกิจการ
สำหรับรูปแบบที่นิยมใช้กัน ได้แก่ กระดาษคำตอบ 8 ช่อง และกระดาษคำตอบ แบบ 10 ช่อง
เนื่องจากสามารถช่วยการจัดทำงบการเงินกรณีที่กิจการมีรายการปรับปรุงบัญชี ณ วันสิ้นงวดด้วย

       กระดาษทำการ ุ6 ช่อง
       กระดาษทำการ 8 ช่อง
       กระดาษทำการ 10 ช่อง
       กระดาษทำการ 12 ช่อง

หลักในการจัดทำกระดาษทำการ
1. จัดเตรียมแบบฟอร์มของการะดาษทำการ โดยเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับการจัดทำบัญชี
ของกิจการ
2. เขียนส่วนหัวของกระดาษทำการ ได้แก่ ชื่อกิจการ กระดาทำการและรอบระยะเวลาบัญชีที่จัดทำ
ว่ากระดาษทำการนั้นเป็นการจัดทำขึ้นเพื่อช่วยในการจัดทำงบการเงิน สำหรับระยะเวลาบัญชีใด
สิ้นสุดวันที่เท่าใด เช่น

บริษัท ทรัพย์ไพศาล จำกัด
กระดาษทำการ
สำหรับรอบระยะเวลา 1 ปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2551

3. นำยอดคงเหลือของบัญชีต่าง ๆจากงบทดลอง ทีได้จัดทำเรียบร้อยแล้วมาใส่ในช่อง
“งบทดลอง” ของกระดาษทำการ เมื่อทดลองลงตัวก็จัดทำรายการอื่น ๆในกระดาทำการ
ต่อไป
4. ปรับปรุงรายการ (ถ้ามี) ในช่องรายการปรับปรุงและจัดทำ งบทอลองหลังการปรับปรุง
5. จำแนกตัวเลขจำนวนเงินในช่อง ”งบทดลองหลังการปรับปรุง” ไปใส่ในช่อง
งบกำไรขาดทุน และงบดุล ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

         *ยกเว้น บัญชีปรับมูลค่าสินทรัพย์ เช่น ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ค่าเสื่อมราคาสะสม
จะใส่ช่องงบดุลด้านเครดิต

6.รวมยอดจำนวนเงินในช่อง “งบกำไรขาดทุน” ด้านเดบิตและเครดิตและช่อง “งบดุล”
ทั้งด้านเดบิตและเครดิต
7.หาผลต่างระหว่างด้านเดบิตและเครดิตในช่อง “งบกำไรขาดทุน”
7.1ถ้ายอดรวมด้านเครดิต >ด้านเดบิต หมายถึง การมีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายผลต่างคือ
กำไรสุทธิ (Net Profit) ให้เขียนผลต่างนี้ในห้อง “งบกำไรขาดทุน” ด้านเดบิต และช่อง “งบดุล”
ด้านเครดิต
7.2ถ้ายอดรวมด้านเดบิต>ด้านเครดิต หมายถึง การมีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ผลต่าง คือ
ขาดทุนสิทธิ (Net loss) ให้เขียนจำนวนผลต่างนี้ในช่อง “งบกำไรขาดทุน” ด้านเครดิตและช่อง
”งบดุล” ด้านเดบิต
8.รวมยอดจำนวนเงินทั้งทางด้านเดบิตและเครดิตในช่อง “งบกำไรขาดทุน” และช่อง “งบดุล”
ซึ่งทั้ง 2 ข้างต้องเท่ากัน

       ตัวอย่างที่ 1 การจัดทำกระดาษทำการแบบ 6 ช่อง (ไม่มีรายการปรับปรุง ณ วันสิ้นงวดบัญชี)
       ตัวอย่างที่ 2 การจัดทำกระดาษทำการแบบ 10 ช่อง (มีรายการปรับปรุง ณ วันสิ้นงวดบัญชี)

การจัดทำงบการเงิน
          เมื่อได้จัดทำกระดาษทำการเสร็จเรียบร้อยแล้วขั้นตอนต่อไปของกระบวนการจัดทำบัญชี
คือการนำตัวเลขในช่องงบกำไรขาดทุนและงบดุลจากกระดาษทำการ มาจัดทำงบการเงิน
(Financial Statement) ซึ่งประกอบไปด้วย งบกำไรขาดทุนและงบดุล โดย
มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

         งบกำไรขาดทุน (Income Statement)
         งบกำไรขาดทุน เป็นงบแสดงผลการดำเนินการของกิจการสำหรับช่วงระยะ
เวลาหนึ่งข้อมูลในงบกำไรขาดทุนจะประกอบไปด้วย รายได้ ค่าใช้จ่าย และผลกำไรสุทธิ
หรือขาดทุนสุทธิอันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการ
1. รายได้ (Income/Revenue) หมายถึง ผลตอบแทนที่กิจการได้รับจากการขายสินค้าหรือ
บริการที่สามารถคำนวนเป็นจำนวนเงินได้แน่นอน ซึ่งมีผลทำให้ส่วนของเจ้าของหรือ
สินทรัพย์สุทธิของกิจการเพิ่มเติมขึ้น โดยปกติรายได้ที่แสดงในงบกำไรขาดทุนจะแบ่งเป็น
2 ประเภท คือ
1.1 รายได้จากการขายและหรือการให้บริการ (Revenue from the sale of goods and the rendering of service) หมายถึงรยได้ที่เกิดจากการขายสินค้า สิทธิ
หรือบริการ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท
1.2 รายได้อื่น (Other Revenue) หมายถึง รายได้ที่เป็นผลพลอยได้จากการดำเนินงาน เช่น
ดอกเบี้ยรับจากเงินฝากธนาคาร เงินปันผลจากการนำเงินไปลงทุนในกิจการอื่น เป็นต้น
2. ค่าใช้จ่าย (Expenses) หมายถึง สิ่งที่กิจการจ่ายไปในการดำเนินการเพื่อก่อให้เกิดรายได้
ในงวดบัญชีหนึ่ง ๆ ซึ่งมีผลทำให้ส่วนสของเจ้าของหรือสินทรัพย์สุทธิของกิจการลดลง
โดยสามารถแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
2.1 ต้นทุนสินค้าที่ขายและหรือต้นทุนการให้บริการ (Cost of the sale of goods and
the rendering of services)
หมายถึงต้นทุนของสินค้าหรือบริการที่ขาย รวมถึงค้าซื้อต้นทุน
การผลิตและค้าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จ่ายไปเพื่อสินค้าอยู่ในสภาพพร้อมที่จะขาย
2.2 ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (Selling and administrative expenses) หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการขาย และค้าใช้จ่ายทั่วไปที่เกิดขึ้นในการดำเนินงานอัน
เป็นส่วนรวม
2.3 ค้าใช้จ่ายอื่น ๆ (Other Expense ) หมายถึง ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่กิจการจ่ายไปในการ
ดำเนินงาน เช่น ดอกเบี้ยจ่าย
3. กำไรสุทธิ (Net income) หมายถึง ราไยด่ของงวดบัญชีหนึ่งที่คงเหลือหลังจากหักค่าใช้
จ่ายต่าง ๆที่เกี่ยวข้อง
4. ขาดทุนสุทธิ (Net loss) หมายถึง ค้าใช้จ่ายส่วนที่เกินกว่ารายได้ในงวดบัญชีหนึ่งรูปแบบ
ของงบกำไรขาดทุนจพมี 2 รูปแบบ คือ แบบบัญชี และแบบรายงาน ซึ่งได้กล่าวไว้ในบทที่ 1
ซึ่งได้นำเสนอการจัดทำงบกำไรขาดทุนรูปแบบรายงานเพียงแบบเดียว เนื่องจากเป็นรูปแบบ
ที่นิยมมากกว่า

            ตัวอย่างที่ 3 การจัดทำงบกำไรขาดทุน


Page >>
1 2
3 4


 
จัดทำโดย : ศูนย์การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-access Learning Center)
ไม่